The Photo Newsเริ่มต้นด้วยการทำบุญ ลงท้ายด้วยบาป เริ่มต้นด้วยการลงทุน ลงท้ายด้วยความตาย

*เริ่มต้นด้วยการทำบุญ ลงท้ายด้วยบาป เริ่มต้นด้วยการลงทุน ลงท้ายด้วยความตาย *

สืบเนื่องจากข่าว นางสาว อ. ภรรยาของอดีตนายตำรวจ ตกเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐาน “ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน”  ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ได้บัญญัติโทษไว้เพียงสถานเดียว คือโทษ “ประหารชีวิต” โดยมีผู้ที่ใกล้ชิด หรือเกี่ยวข้องหรือใกล้ตัวกับผู้ต้องหาถึงแก่ความตายเป็นจำนวนมาก ( ขณะเขียนมีจำนวน 14 รายแล้ว)  และมีทรัพย์สินของผู้ตายหายไปด้วย

       ปฐมบทเริ่มจาก การตายอย่างปริศนาของนางสาว ก. ด้วยอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ขณะเดินทางไปปล่อยปลากับ นางสาว อ. ผู้ต้องหา ซึ่งเป็นอดีตภรรยานายตำรวจ ซึ่งปรากฏภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่า นอกจากนางสาว อ. จะไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแล้วยังน่าเชื่อว่าจะนำเอาโทรศัพท์มือถือและทรัพย์สินของนางสาว ก. ขึ้นรถไปด้วย จึงได้สร้างความคลางแคลงใจให้กับคนในครอบครัวซึ่งเชื่อว่าน่าจะถูกฆาตกรรม มิใช่ตายโดยพยาธิภาพของโรค จนในที่สุดมีการตรวจพบ                “สารไซยาไนด์” ในร่างกายของผู้ตาย  จึงเชื่อว่า ผู้ตายจะถูกวางยาพิษ (สารไซยาไนด์) 

จากนั้น ได้มีการขยายผลไป จึงพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับผู้ต้องหาถึงแก่ความตายอีกจำนวนมากกว่าสิบรายในลักษณะเดียวกัน หรือคล้ายกันกับ นางสาว ก.ผู้ตายในคดีนี้  โดยมีพฤติการณ์เริ่มจากการชักชวนให้เล่นแชร์ ชักชวนให้ร่วมลงทุน ชักชวนให้ดูดวงดูหมอ  ชักชวนให้ทำบุญสะเดาะเคราะห์ และเมื่อสนิทสนมกันแล้ว ก็มีการไปมาหาสู่กันแล้ว จากนั้น (อาจจะ/น่าเชื่อว่า) ชักชวนให้ เหยื่อ / ผู้ตาย ดื่ม, กิน อาหารหรือเครื่องดื่ม กินยาหรือทานยา  จากนั้นเหยื่อก็จะเสียชีวิตในที่สุด ( บางรายตายเฉียบพลัน  บางรายค่อยค่อยหมดสติและเสียชีวิตไป)   

          ลองย้อนกลับไปมองอดีตพบว่า ก่อนหน้านี้  เมื่อปี พ.ศ. 2555 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา               คดีอดีตผู้ช่วยพยาบาลสาว วางยาฆ่าสามี โดยปลอมเอกสารเพื่อหวังเอาเงินประกัน แม้ว่าศาลจะพิพากษา “ยกฟ้อง” ข้อหาความผิดต่อชีวิต เหตุเพราะโจทก์ ไม่มีพยานนำสืบแน่ชัดเรื่องเสียชีวิตจากวัตถุออกฤทธิ์ แต่ข้อหาปลอมเอกสารเอาเงินประกัน หลักฐานแน่น และข้ออ้างจำเลยฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษาลงโทษจำคุก 20 ปี

ไซยาไนด์ (Cyanide) :  key word   แห่งคดี

        ไซยาไนด์ (Cyanide) คือ สารเคมีอันตรายที่ออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว เป็นกลุ่มของสารเคมีที่มีไซยาไนด์ไอออน (CN-) เป็นองค์ประกอบ สารเคมีกลุ่มนี้มีความเป็นพิษสูงมาก มักพบในรูปของสารประกอบโลหะอัลคาไลด์ที่เป็นของแข็งสีขาว และสารประกอบโลหะหนัก พบได้มากในพืชในรูปของกรดไฮโดรไซยานิค สามารถวิเคราะห์หาได้ในรูปของไซยาไนด์ไอออน สามารถวิเคราะห์หาไซยาไนด์ได้โดยใช้วิธีการกลั่น (Distillation Measurement) เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะเข้าไป ยับยั้งการทำงานของเซลล์จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ไซยาไนด์ เป็นสารเคมีที่มักนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตกระดาษ สิ่งทอ และพลาสติก สามารถปนเปื้อนได้ทั้งในอากาศ ดิน น้ำ และอาหาร และไซยาไนด์สามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยพบในพืชบางชนิด อย่างอัลมอนด์ แอปเปิล และยังเกิดได้จากกระบวนการเผาผลาญภายในร่างกายมนุษย์  อย่างไรก็ตาม ไซยาไนด์ ปริมาณเพียงเล็กน้อยที่พบในพืชและกระบวนการเผาผลาญนั้นไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

พิษของไซยาไนด์ ดังที่กล่าวแล้วว่า ไซยาไนด์เป็นสารเคมีที่มีความเป็นพิษสูง ที่สามารถพบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเป็นผลมาจากกระบวนการทางธรรมชาติ และจากกิจกรรมต่าง ๆ ในภาคอุตสาหกรรม 

โดยไซยาไนด์ สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้ง ทางปาก การหายใจ และการดูดซึมผ่านทางผิวหนังและตา โดย

ระดับความรุนแรง จากพิษของไซยาไนด์ จะขึ้นอยู่กับปัจจัย 4 ประการ ได้แก่ 

(1)  ชนิดของสิ่งมีชีวิต 

(2)  ระยะเวลาการได้รับ  

(3)  ปริมาณที่ได้รับ และ

(4) เส้นทางการได้รับ เช่น การหายใจ การกลืน หรือการฉีด เป็นต้น

โดยผลกระทบจากการได้รับ ไซยาไนด์ แบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้

1. ภาวะเป็นพิษ แบบเฉียบพลัน เป็นอาการที่พบได้ยาก เกิดขึ้นในทันที อาจทำให้เกิดอาการ 

เช่น หายใจติดขัด เลือดไหลเวียนผิดปกติ ภาวะหัวใจหยุดเต้น สมองบวม ชัก และหมดสติ เป็นต้น

2. ภาวะเป็นพิษ แบบเรื้อรัง เกิดจากการได้รับไซยาไนด์ ปริมาณเล็กน้อยต่อเนื่องกันเป็น

เวลานาน ในเบื้องต้นอาจทำให้เกิด อาการปวดศีรษะ ง่วงซึม คลื่นไส้ อาเจียน เกิดผื่นแดง และอาจมีอาการอื่น ๆ เกิดขึ้นตามมา เช่น รูม่านตาขยาย ตัวเย็น อ่อนแรง หายใจช้า เป็นต้น นอกจากนี้ หากไม่ได้รับการรักษาเป็นเวลานาน อาจทำให้หัวใจเต้นช้าหรือเต้นผิดปกติ ผิวหนังบริเวณใบหน้าและแขนขากลาย เป็นสีม่วง โคม่า และเสียชีวิตในที่สุด


การวางยาพิษ :    ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน 

         คำพิพากษาศาลฎีกา 2832/2538

                จำเลยได้นำ น้ำส้มผสมยาฆ่าแมลง ไปถวายพระภิกษุผู้เสียหาย โดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แม้จำเลยจะมีเจตนา ฆ่าเฉพาะผู้เสียหาย แต่เมื่อผลแห่งการกระทำเกิดขึ้นแก่ ผู้ตายโดยพลาดไปก็ต้องถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 ด้วย จำเลยมีความผิดตามมาตรา 289(4) ประกอบด้วยมาตรา 80 และมาตรา 289(4) ประกอบด้วยมาตรา 60

       “ วางยาพิษ แต่ยาพิษไม่มากพอ ฟังไม่ได้ว่าเป็นเจตนาฆ่า”

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1113/2542

        จำเลยที่ 2 ได้นำยาฆ่าแมลงซึ่งมีสารพิษชนิดมีโธมิลผสมน้ำใส่ในขวดยาลดไข้พาราเซตามอลชนิดน้ำ แล้วใช้ให้จำเลยที่ 1 นำไปให้ผู้เสียหายดื่มเมื่อผู้เสียหายดื่มยาลดไข้ผสมสารพิษชนิดมีโธมิลแล้วก็เกิดอาเจียน และจำเลยที่ 1ใช้นิ้วล้วงคอให้ผู้เสียหายอาเจียน จนกระทั่ง ส.นำน้ำมาให้ดื่ม ผู้เสียหายก็อาเจียนอีกและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยมีสาเหตุโกรธเคืองผู้เสียหายมาก่อน ประกอบกับสารพิษมีโธ มิลต้องกินเข้าไปในปริมาณมากพอจึงจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนี้ย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย คงฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 2 มีเพียงเจตนาทำร้ายผู้เสียหายให้เจ็บป่วยเท่านั้น และศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 2ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความนี้ได้

       คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3056/2545

        แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่าร่วมกันวางแผนใช้ยานอนหลับผสมในเครื่องดื่มให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่ม และร่วมกันลักทรัพย์หลายรายการในขณะที่ผู้เสียหายทั้งสองหลับก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณากลับปฏิเสธว่ามิได้กระทำเช่นนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นชาวต่างชาติ จึงเป็นไปได้ว่าล่ามอาจแปลคำให้การไม่ถูกต้อง ดังนั้น ลำพังคำให้การในชั้นจับกุม และชั้นสอบสวนดังกล่าวยังไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามนั้นได้ โจทก์ยังมีหน้าที่นำพยานหลักฐานอื่นมาสืบให้มั่นคงและฟังได้ว่ามียานอนหลับหรือสารที่ทำให้ง่วงปนอยู่ในเครื่องดื่มที่จำเลยที่ 1และที่ 2 ให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่มจริงตามฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานการตรวจพิสูจน์เครื่องดื่มว่ามีส่วนผสมของยานอนหลับอยู่ด้วย ทั้งไม่มีผลการตรวจร่างกายของผู้เสียหายทั้งสองมาแสดงให้เห็นว่า การที่ผู้เสียหายทั้งสองนอนหลับเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มที่มียานอนหลับหรือสารที่ทำให้ง่วง กรณีจึงยังมีเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใส่ยานอนหลับในเครื่องดื่มให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่มหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดเพียงฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7) วรรคสอง


      เมื่อรู้จักกับ “สารไซยาไนด์ (Cyanide)”  แล้ว มาลองคิดกันดูว่า

1. เหตุใด บุคคลใกล้ชิด/เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา ล้วนเสียชีวิตด้วยอาการของโรค คล้ายกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก ไซยาไนด์ (Cyanide) ไม่ว่าจะเป็น “ภาวะพิษแบบเฉียบพลัน” หรือ “ภาวะพิษแบบเรื้อรัง”  

2.  หากสภาวะการตายของผู้ตายที่ระบุใน “ ใบรับรองการตาย” ในทำนองว่า  “ หายใจติดขัด เลือดไหลเวียนผิดปกติ ภาวะหัวใจหยุดเต้น สมองบวม ชัก และหมดสติ” ซึ่งเป็นภาวะพิษแบบเฉียบพลัน หรือ ระบุว่า“ อาการปวดศีรษะ ง่วงซึม คลื่นไส้ อาเจียน เกิดผื่นแดง ม่านตาขยาย ตัวเย็น อ่อนแรง หายใจช้า”  ซึ่งเป็นภาวะพิษแบบเรื้อรัง  อันทำให้น่าเชื่อว่า “ผู้ตาย ตายด้วยพยาธิสภาพของโรค”  โดยไม่มีใครคิดว่า ผู้ตายจะถูกวางยาพิษ        ( สารไซยาไนด์ (Cyanide)   จึงไม่มีการส่งศพไปผ่าศพพิสูจน์โดยละเอียด เพื่อหาสาเหตุการตาย และเมื่อมีการเผาศพไปแล้ว ก็ยากที่จะมีพยานหลักฐานยืนยันว่า ผู้ตาย ตายด้วยสาเหตุใด หรือ ตายเนื่องจากการถูกวางยาพิษ หรือ สารไซยาไนด์ (Cyanide) หรือไม่ ? 

3. ดังที่กล่าวแล้วว่า “สารไซยาไนด์ (Cyanide) สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้ง ทางปาก ทางการหายใจ และทางการดูดซึมผ่านทางผิวหนังและตา”  ดังนั้น แม้บางรายอาจจะตรวจพบสารไซยาไนด์ (Cyanide)ในศพหรือผู้ตายจากการผ่าศพพิสูจน์ก็ตาม  แต่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า “สารไซยาไนด์ (Cyanide) เข้าไปอยู่ในร่างกายของผู้ตายได้ด้วยวิธีการใด และใครเป็นผู้ที่ทำให้สารไซยาไนด์ (Cyanide)เข้าไปสู่ร่างกายของผู้ตายด้วยวิธีการดังกล่าว ซึ่งหากพิสูจน์ไม่ได้หรือไม่มีหลักฐาน ก็อาจเป็นเหตุให้ศาลพิพากษายกฟ้องได้ 


ในอดีตก็เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาในลักษณะเช่นนี้

       ในคดีที่พนักงานอัยการกองคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นาง ณ. อดีตผู้ช่วยพยาบาล เป็นจำเลยในความผิดฐาน “ฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นเพื่อหวังเงินประกันโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เคลื่อนย้ายทำลายศพเพื่อปิดบังการตาย แจ้งความเท็จ ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ฉ้อโกง มีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 และ 4 ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย”

            คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำความผิดกฎหมายหลายบทหลายกรรม โดยปลอมและใช้เอกสารปลอมในการทำประกันชีวิต และประกันอุบัติเหตุให้กับนาย ร. อดีตสามี โดยทำประกันไว้กับบริษัทต่างๆ ถึง 18 บริษัท รวม 20 กรมธรรม์วงเงิน 40,645,000 บาท โดยมีจำเลยเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ จากนั้น จำเลยได้วางแผนฆ่าผู้ตาย โดยแอบใส่ยาพิษให้ดื่มจนมีอาการง่วงซึมขณะขับรถ และประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำขณะเดินทางไป จ.สระบุรี เมื่อถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้วกลับมาพักฟื้นต่อที่บ้าน จำเลยยังได้ลักลอบ ใส่ยาพิษร้ายแรงลงในกาแฟให้ดื่ม จนเป็นเหตุให้นาย ร.ถึงแก่ความตายสมเจตนา เพื่อหวังผลประโยชน์จากการทำประกัน หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นบ้านพักจำเลยใน จ.สระบุรี พบวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท 2 และประเภทที่ 4 จำนวนมาก จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง โดยจำเลยให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา... 

       ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า ให้จำคุกฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม 18 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิ์เพื่อรับผลประโยชน์ 2 ปี รวม 20 ปี ส่วนข้อหาพยายามฆ่า พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ไม่ชัดเจนเพียงพอว่าผู้ตายรับสาร “ไซยาไนด์” เพราะผู้ตายได้รับอุบัติเหตุกระทบกระเทือนทางสมองอย่างรุนแรงอาจเสียชีวิตเพราะโรคแทรกซ้อนก็ได้ และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น 

            ต่อมาอัยการโจทก์และจำเลยยื่นฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า ที่โจทก์ฎีกาให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่า และพยายามฆ่านั้น ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่มีพยานมานำสืบให้เชื่อได้อย่างแน่ชัดว่า ผู้ตายเสียชีวิตลงจากวัตถุออกฤทธิ์ มีเพียง นาง ฉ. น้องสาวผู้ตาย เบิกความว่า ก่อนผู้ตายจะเสียชีวิตได้ไปเยี่ยม เมื่อสอบถามผู้ตายก็จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทราบเพียงว่าไปดื่มกาแฟที่บ้านจำเลย ส่วนจำเลยเบิกความว่าไม่ได้เป็นคนชงกาแฟให้ผู้ตายดื่ม อีกทั้งคำเบิกความของพยานโจทก์ที่เป็นแพทย์ ก็ขัดแย้งกันเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต ส่วนเรื่องที่จำเลยนำศพผู้ตายไปฌาปนกิจก่อนที่จะผ่าชันสูตรศพนั้น ศาลเห็นว่าเรื่องการผ่าชันสูตรศพเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้ให้การรักษา เมื่อแพทย์ได้มอบศพให้จำเลยนำไปประกอบพิธีทางศาสนาจึงไม่ได้เป็นการกระทำโดยพลการสำหรับข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ฉ้อโกง ลงลายมือชื่อของผู้ตายในสำเนาเอกสารต่างๆ เพื่อนำไปยื่นกับตัวแทนบริษัทประกันชีวิตนั้น เห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่าผู้ตายยินยอมให้จำเลยกระทำ เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

The Photo Newsกรมศุลกากรจับเฮโรอีน 32 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท ที่ท่าเรือกรุงเทพ

The Photo News ชมรมช่างภาพการเมือง พร้อมด้วยคณะมอบวีลแชร์จำนวน 29 คัน พร้อมเงินบริจาคจำนวน 3,800 บาท ให้แก่ บาทหลวงอนุสรณ์ นิลเขต ผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์เด็กบ้านคามิลเลียนเพื่อเด็กพิการ ลาดกระบัง

The Photo News กระทรวงพาณิชย์จัดงาน “Central and Eastern Thailand Local BCG Plus Fair 2023”